“ทรัสต์เพื่อกิจการเงินร่วมลงทุน เดสแคป วัน” เตรียมเสนอขาย พ.ย. นี้ เล็งปั้น โรงแรมทำเลท่องเที่ยว KTBST SEC แนะเป็นโอกาสลงทุนเพื่อสร้างผลตอบแทนและพัฒนาธุรกิจโรงแรม

Travel&Hotel

 

Destination Capital ชูกลยุทธ์ลงทุนธุรกิจโรงแรมผ่าน  “ทรัสต์เพื่อกิจการเงินร่วมลงทุน เดสแคป วัน”  เล็งปั้นโรงแรมเด่นพัทยาและภูเก็ต รองรับการเติบโตหลัง COVID-19  ด้าน KTBST SEC มองเป็นโอกาสลงทุน ในโรงแรมบนแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมของโลก ที่จะสร้างผลตอบแทนสูงและมีความผันผวนต่ำ  โดยทีมงานที่มีประสบการณ์สูง  เตรียมเปิดขายหน่วยลงทุนเดือน พฤศจิกายนนี้”

นายเจมส์ แคปแลน ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เดซติเนชั่น แคปปิตอล พีทีอี จำกัด  (Destination Capital PTE. LTD.-DC) เปิดเผยว่า บริษัท เดซติเนชั่น แคปปิตอล พีทีอี จำกัด เป็นส่วนหนึ่งของ บริษัท เดซติเนชั่น กรุ๊ป จำกัด ซึ่งเป็นกลุ่มธุรกิจที่ประสบความสำเร็จในการเข้าซื้อกิจการโรงแรม ผ่านทางกองทุนธุรกิจร่วมลงทุนต่าง ๆ เช่น Private Equity กองทรัสต์ นำมาพัฒนาศักยภาพ ปรับปรุงฟื้นฟู และบริหารโรงแรมเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับธุรกิจ ไปจนถึงการขายโรงแรม มาตลอดระยะเวลา 24 ปีที่ดำเนินธุรกิจในประเทศไทย โดยเมื่อต้นเดือน ต.ค. 2563 ที่ผ่านมา บริษัทฯ มีการลงนามความร่วมมือกับ บริษัท หลักทรัพย์ เคทีบี (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ KTBST SEC ในฐานะผู้ก่อตั้งทรัสต์และผู้จัดการกองทรัสต์ของทรัสต์เพื่อกิจการเงินร่วมลงทุน เดสแคป วัน (DESCAP 1 Private Equity Trust) และมีบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน เอ็มเอฟซี จำกัด (มหาชน) หรือ MFC ในฐานะทรัสตี (Trustee) 

โดยแผนการดำเนินงานของ บริษัท เดซติเนชั่น แคปปิตอล พีทีอี จำกัด จะมองหาสินทรัพย์ที่มีศักยภาพในการพัฒนาสร้างผลตอบแทนได้สูงหลังจากที่ได้รับการปรับปรุงและปรับตำแหน่งทางการตลาดให้เหมาะสมตามกลยุทธ์เพิ่มมูลค่าสินทรัพย์  การเลือกสินทรัพย์นั้น บริษัทจะเลือกโรงแรมและรีสอร์ทขนาดระหว่าง 150 – 250 ห้อง ในทำเลชั้นดี ที่ตั้งอยู่ในหัวเมืองใหญ่และจังหวัดที่เป็นเมืองท่องเที่ยวหลัก โดยตั้งเป้าหมายทยอยซื้อโรงแรมเข้าพอร์ตจำนวนไม่เกิน 8 แห่ง ภายในอีก 18 เดือนข้างหน้า

 

สำหรับแนวทางของบริษัทก่อนที่จะเสนอให้กองทรัสต์พิจารณาเข้าลงทุนในกิจการโรงแรม บริษัทฯ จะตรวจสอบในด้านกฎหมายอย่างละเอียด  มีการตรวจสอบชื่อที่อยู่ ที่ตั้ง พื้นที่เขตอาคารสินทรัพย์อย่างละเอียด รวมถึงการตรวจสอบด้านวิศวกรรมที่มีการต่อเติม  ขณะเดียวกันบริษัทจะทำการศึกษาด้านการตลาดเพื่อทำการตลาดใหม่ให้ตรงกับความต้องการของตลาดเพื่อเพิ่มผลกำไรสูงสุด  ซึ่งอาจรวมถึงการเลือกแบรนด์ของโรงแรมการปรับเปลี่ยนร้านอาหารและสปา และการปรับปรุงห้องพัก

 

นอกจากนี้ บริษัทมีการบริหารสินทรัพย์โรงแรมด้วยปรัชญา การบริหารเชิงรุก ด้วยความร่วมมือจากทีมงานมืออาชีพที่มีประสบการณ์  เรื่องการบริหาร “ความเสี่ยง” ด้วยการจัดทำประกันภัย เช่น การประกันภัยความรับผิดต่อสาธารณะ  การคุ้มครองในกรณีที่ต้องหยุดดำเนินธุรกิจอย่างกระทันหัน และการคุ้มครองอัคคีภัย / การโจรกรรม พร้อมกับการตรวจสอบและจัดการควบคู่กับการรักษาใบอนุญาตประกอบธุรกิจต่าง ๆ และการปฏิบัติตามกฎหมายและข้อบังคับในท้องถิ่นนั้น

 

ด้วยทีมงานที่มีประสบการณ์สูงในระดับภูมิภาค ตลอดช่วง 25 ปีที่ผ่านมา และมีผลงานเป็นที่โดดเด่น จากการเข้าซื้อกิจการโรงแรม โดยการปรับปรุงรูปลักษณ์  การปรับเปลี่ยนตำแหน่งทำการตลาดของธุรกิจโรงแรม การจัดหาเงินทุน และการบริการจัดการสินทรัพย์ เห็นได้จากผลงานที่บริหารในช่วงที่ผ่านมา  เช่น  ในปี 2543 บริษัทได้เข้าซื้อโรงแรมระดับ 4 ดาวที่ให้บริการเต็มรูปแบบจำนวน 297 ห้องซึ่งมีชื่อแบรนด์ว่า Melia Hotel  มาบริหาร หลังจากวิกฤติการเงินเอเชียปี 2540 บริษัทได้ปรับปรุงและทำการเปลี่ยนตำแหน่งทางการตลาดใหม่  ให้เปลี่ยนโรงแรมระดับ 5 ดาว ภายใต้ชื่อแบรนด์ โรงแรมฮิลตัน หัวหิน รีสอร์ท แอนด์สปา และบริหารจนมีกำไรก่อนหักภาษี (EBITDA) ที่เพิ่มขึ้น จากการเพิ่มร้านอาหารและเครื่องดื่ม เพิ่มบริการสปา และการบริหารสินทรัพย์ในเชิงรุก และบริษัทได้ขายสินทรัพย์ออกไปในปี 2557 สร้างได้กำไรได้มากมาย  และ โรงแรม โฟร์ พอยต์ บาย เชอราตัน กรุงเทพฯ สุขุมวิท 15 (Four Points by Sheraton Bangkok, Sukhumvit 15) ที่บริษัทเข้าซื้อกิจการในปี 2557 หลังเหตุการณ์ไม่สงบทางการเมือง ที่มีการประท้วงเสื้อแดงและเสื้อเหลืองซึ่งส่งผลกระทบต่อธุรกิจโรงแรมในกรุงเทพฯ  บริษัทได้ดำเนินงานบริหารจัดการทรัพย์สินอย่างจริงจัง และมีการเพิ่มร้านค้าอาหารและเครื่องดื่ม ส่งผลทำให้มีกำไรก่อนหักภาษี (EBITDA) ที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และบริษัทได้ขายกิจการออกไปในปี 2562 ซึ่งสามารถสร้างผลกำไรได้อย่างมาก

 

เตรียมเปิดขาย “ทรัสต์เพื่อกิจการเงินร่วมลงทุน เดสแคป วัน” พ.ย. นี้

 

นายฐิติพัฒน์ ทวีสิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่าย Corporate Finance Solutions & REIT บล.เคทีบี (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)  หรือ KTBST SEC  กล่าวว่า จุดเด่นของ “ทรัสต์เพื่อกิจการเงินร่วมลงทุน เดสแคป วัน” คือ การเลือกจังหวะเวลาที่เหมาะสมในการเข้าไปลงทุนในสินทรัพย์โรงแรม ที่ตั้งอยู่ในทำเลยุทธศาสตร์การท่องเที่ยว ในราคาที่ต่ำ โดยตั้งเป้าเข้าซื้อในอัตราไม่ต่ำกว่าร้อยละ 30 ของมูลค่ายุติธรรมของสินทรัพย์ในภาวะปกติ  เพิ่มมูลค่าสินทรัพย์ด้วยกลยุทธ์และประสบการณ์ของ บริษัท เดซติเนชั่น แคปปิตอล พีทีอี จำกัด ซึ่งเป็นผู้บริหารสินทรัพย์ ที่ผ่านการพิสูจน์มาแล้วด้วยวิธีการปรับปรุงสินทรัพย์และเปลี่ยนภาพลักษณ์ทางการตลาด ลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความผันผวนต่ำ และมีโอกาสได้รับอัตราผลตอบแทนต่อความเสี่ยงที่สมเหตุผลในอัตราคาดหวังที่ร้อยละ 15++ ต่อปี และเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนและฟื้นฟูอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในประเทศไทย

 

 “ทรัสต์เพื่อกิจการเงินร่วมลงทุน เดสแคป วัน” โดดเด่นด้วยกลยุทธ์ 3 ด้าน ส่วนแรก คือ กลยุทธ์การลงทุน ที่มุ่งเน้นการซื้ออสังหาริมทรัพย์ที่อยู่ติดชายหาดหรือแนวใกล้ชายหาด เช่น  พัทยา หัวหิน ภูเก็ต และแหล่งท่องเที่ยวหลักของประเทศไทย สำหรับกรุงเทพฯ มุ่งเน้นไปที่ย่านศูนย์กลางธุรกิจ มุ่งเน้นการซื้อกิจการโรงแรม ระดับ 4-6 ดาว จำนวนไม่เกิน 8 โรง มูลค่าการเข้าซื้อต่อโรงแรมประมาณ 600 – 1,500 ล้านบาท และมีจำนวนห้องพักประมาณ 150 – 250  ห้อง ที่ผ่านอนุมัติจากคณะกรรมการลงทุนของกองทรัสต์

ส่วนที่ 2 คือ กลยุทธ์การสร้างมูลค่า โดยสินทรัพย์ที่เข้าไปลงทุนจะมีความผันผวนที่ต่ำ และบริหารด้วยกลยุทธ์ 5R  ได้แก่ การปรับปรุงสินทรัพย์  (Renovate)  การสร้างใหม่ (Rebuild) การเปลี่ยนตำแหน่งในการทำตลาด  (Reposition)  รีแบรนด์ (Rebrand) และ การเพิ่มทุน (Recapitalize)  ไปจนถึงการขายสินทรัพย์  (Exit )

ส่วนที่ 3 คือ กลยุทธ์การขาย ได้แก่ เสนอขายผ่านทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ เป็นการ Exit ตัวผ่านตลาดหลักทรัพย์ การควบรวมและการซื้อกิจการ คือ ขายหุ้นให้แก่บริษัทที่มีขนาดใหญ่กว่าหรือผู้ซื้อที่มีศักยภายและความเชี่ยวชาญ การขาย คือ ขายหุ้นหรือสินทรัพย์ให้นักลงทุน กองทุน หรือทรัสต์เพื่อกิจการเงินร่วมลงทุน การซื้อคืน คือ เจ้าของกิจการซื้อหุ้นหรือสินทรัพย์เอง การเปลี่ยนเป็นเงินสด คือ ขายหุ้นทั้งหมดให้แก่ผู้ซื้อที่มีศักยภาพ

 

โดย “ทรัสต์เพื่อกิจการเงินร่วมลงทุน เดสแคป วัน” มีขนาดสินทรัพย์เป้าหมายในการระดมทุนอยู่ที่ 2,500 ล้านบาท ระยะเวลาลงทุนประมาณ 5 ปี และสามารถขยายระยะเวลาการลงทุนได้อีก 2 ครั้ง ครั้งละ 1 ปี เพื่อให้สร้างผลตอบแทนสูงสุดกับผู้ถือหน่วยลงทุน ในอัตราผลตอบแทนคาดหวังอยู่ที่ 15% ต่อปี

สำหรับกลุ่มเป้าหมายในการระดมเงินทุนให้กับ ทรัสต์เพื่อกิจการเงินร่วมลงทุน เดสแคป วันจะเน้นกลุ่มนักลงทุนสถาบัน และผู้ลงทุนรายใหญ่จำนวนไม่เกิน 10 รายเงินลงทุนขั้นต่ำ 200 ล้านบาท  ในกรณีที่เงินลงทุนต่ำกว่าขั้นตอน ผู้ลงทุนรายใหญ่สามารถลงทุนผ่านกองทุนรวมได้ ซึ่งคาดว่าจะเปิดเสนอขายหน่วยลงทุนในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2563

ทั้งนี้ โรงแรมที่คาดว่าจะเข้าไปลงทุนได้แก่  1.) โรงแรมพัทยา 1  จังหวัดชลบุรี โรงแรมขนาดกลาง จำนวนห้องพัก 116 ห้อง  คาดการณ์ราคาที่จะเข้าซื้อในปี 2563 อยู่ที่ 240 ล้านบาท และคาดการณ์ราคาขายในปี 2568 อยู่ที่ 646 ล้านบาท   

2.) โรงแรมพัทยา 2  โรงแรมขนาดใหญ่ จำนวนห้องพัก 272 ห้อง คาดการณ์ราคาที่จะเข้าซื้อในปี 2563 อยู่ที่ 880 ล้านบาท และคาดการณ์ราคาขายในปี 2568 อยู่ที่ 1,639.9 ล้านบาท  3.)  โรงแรมภูเก็ต 3  โรงแรม 4 ดาว จำนวนห้องพัก 177 ห้อง คาดการณ์ราคาที่จะเข้าซื้อในปี 2563 อยู่ที่ 536 ล้านบาท และคาดการรณ์ราคาขายในปี 2568 อยู่ที่ 931 ล้านบาท 

“ดังนั้น ในภาวะปัจจุบันที่กำลังเกิดการระบาดของ COVID-19 ส่งผลกระทบรุนแรงต่อการท่องเที่ยวของประเทศไทย จึงเป็นจังหวะในการลงทุนที่อาจเรียกได้ว่าเป็น “โอกาสครั้งเดียวในชีวิต” ที่จะสามารถเข้าลงทุนในโรงแรมและรีสอร์ทที่ตั้งอยู่ในสถานที่ท่องเที่ยวที่เป็นที่นิยมของโลกในแบบนี้ เมื่อสถานการณ์กลับสู่ภาวะปกติจะสามารถสร้างผลตอบแทนที่สูงให้กับผู้ลงทุนได้  ขณะเดียวกัน ยังเป็นการสนับสนุนให้ธุรกิจโรงแรมกลับมาดำเนินการ ช่วยกระตุ้นการจ้างงาน  “ทรัสต์เพื่อกิจการเงินร่วมลงทุน เดสแคป วัน” จึงเป็นทางเลือกสำหรับโอกาสในการสร้างตอบแทนที่ดีในภาวะ COVID-19” นายฐิติพัฒน์  กล่าว

 

*ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทนและความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน*

_______________________________________________________________________________________________________________

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม   

KTBST SEC ฝ่ายประชาสัมพันธ์และการตลาด :  คุณเขมรัฐ เทพบุรี โทร. 02-648-1731 อีเมล : PR@ktbst.co.th

Destination Capital PTE. LTD. : คุณนฤมล ประภาวงษ์  โทร. 085-661-7717 อีเมล: pr@inhouse.co.th